วิชา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม , พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ,พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 สามารถค้นหาคำพิพากษาฎีกาภายใน 1o ปี หลังสุดได้แล้วครับ จะเร่งเพิ่มวิชาต่อไปให้เสร็จตามมาเรื่อยๆครับ

จำหน่ายเอกสารรวมคำพิพากษาฎีกา 10 ปี ล่าสุด แยกเป็นรายวิชา

จำหน่ายเอกสารรวมคำพิพากษาฎีกา 10 ปี ล่าสุด แยกเป็นรายวิชา
www.lawbooks-by-mrt.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

ธงคำตอบข้อสอบชั้นเนติบัณฑิต สมัย 64 ภาค2 วิชาวิธีพิจารณาความอาญา

สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
การสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต  ภาคสอง  สมัยที่  64  ปีการศึกษา  2554
วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน  วิชาว่าความและการถามพยาน  การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย
วันอาทิตย์ที่  1  เมษายน  2555
คำถาม  10  ข้อ  ให้เวลาตอบ  4  ชั่วโมง  (14.00น.  ถึง  18.00น.)  ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบด้วย

ข้อ  1.  นายชัยกับพวกรวม  7  คน  ซึ่งเป็นคนไทย  ขึ้นไปบนเรือสินค้าของชาวจีน  ซึ่งจอดรอเทียบท่าอยู่ในแม่น้ำโขงริมฝั่งประเทศลาว  แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่ให้ลูกเรือชาวจีนส่งมอบทรัพย์สินให้  แล้วนายชัยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงลูกเรือชาวจีนทั้ง  13  คน  นายชัยกับพวกเข้าใจว่าลูกเรือชาวจีนตายแล้วทั้งหมด  จึงนำเรือสินค้าลำดังกล่าวมาจอดเทียบท่าที่ท่าเรืออำเภอแม่สาย  จังหวัดเชียงราย  แล้วร่วมกันนำทรัพย์สินที่ปล้นมาได้หลบหนีไป  ภายหลังนายชัยกลับขึ้นไปบนเรือลำดังกล่าวเพื่อค้นหาอาวุธปืนที่ลืมทิ้งไว้  แต่พบว่ามีลูกเรือชาวจีนอีก  2  คนยังไม่ตาย  จึงใช้อาวุธปืนยิงลูกเรือทั้งสองจนตาย  ขณะที่นายชัยกำลังจะหลบหนี  ได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สายจับกุมตัวได้  แล้วนำส่งให้พันตำรวจตรียอด  พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สายดำเนินคดี  พันตำรวจตรียอด  ได้แจ้งข้อหานายชัยว่าร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ได้รับอันตรายสาหัส  และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  อันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน  ซึ่งเป็นความผิดทั้งที่เกิดในประเทศลาวและประเทศไทย  เมื่อพันตำรวจตรียอดทำการสอบสวนเสร็จ  จึงได้สรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องนายชัยตามข้อกล่าวหาเสนอพนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย  พนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งฟ้องตามความเห็นของพนักงานสอบสวนและได้ยื่นฟ้องนายชัยเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดเชียงรายในความผิดตามข้อกล่าวหา  จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ไม่มีอำนาจสอบสวน  พนักงานอัยการจังหวัดเชียงรายไม่มีอำนาจสั่งคดีและไม่มีอำนาจฟ้อง
                ให้วินิจฉัยว่า  ข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ
                ความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสนั้น  เหตุเกิดที่ริมฝั่งประเทศลาว  เป็นความผิดที่เกิดนอกราชอาณาจักร  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  20  แม้จะมีลูกเรือชาวจีนจำนวนสองคนถูกยิงตายที่ท่าเรืออำเภอแม่สาย  ซึ่งอยู่ในอาณาเขตประเทศไทย  แต่ก็เป็นความผิดคนละกรรมกันกับความที่เกิดนอกราชอาณาจักร  หาใช่เป็นกรณีความผิดหลายกรรมเกิดขึ้นในหลายท้องที่เกี่ยวพันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  19  (4)  ไม่  เพราะกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  19  เป็นเรื่องที่ความผิดทั้งหมดเกิดภายในราชอาณาจักรและเป็นความผิดหลายกรรมเกิดในหลายท้องที่  ดังนั้น  แม้จะจับกุมผู้ต้องหาได้ในท้องที่สถานีตำรวจภูธรแม่สายก็ตาม ก็ไม่ทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สายเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในความผิดฐานปล้นทรัพย์ฯ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  340,  340  ตรี  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  19  (4)  วรรคสอง  (ก)  เมื่อความผิดฐานดังกล่าวเหตุเกิดนอกราชอาณาจักร  อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ  แต่อัยการสูงสุดอาจมอบหมายให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทน  แต่ในกรณีที่อัยการสูงสุดมอบให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนอาจมอบให้พนักงานอัยการคนใดทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนก็ได้  เมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนเสร็จแล้วให้ทำความเห็นและส่งสำนวนการสอบสวนไปยังอัยการสูงสุดพิจารณาสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  20  วรรคหก  แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าอัยการสูงสุดได้มอบหมายพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สายเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ  ดังนั้น  พันตำรวจตรียอดพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สายจึงไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีผลเท่ากับไม่มีการสอบสวน  เมื่อความผิดฐานปล้นทรัพย์ฯ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  340,  340  ตรี  เหตุเกิดนอกราชอาณาจักร  จึงเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสั่งคดี  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  20  วรรคหก  พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย  ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคดีและไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานนี้  ข้อต่อสู้ของจำเลยในข้อนี้จึงฟังขึ้น
                ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้น  เหตุเกิดในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรแม่สาย  ซึ่งเป็นความผิดในราชอาณาจักร  อยู่ในเขตท้องที่ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่สาย  เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  18  พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย  จึงมีอำนาจสั่งคดีและมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้

ข้อ  2.  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารนางสาวเดือนผู้เสียหายอายุ  19  ปี  โดยใช้กำลังประทุษร้าย  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  278  จำเลยให้การปฏิเสธ  ระหว่างพิจารณานางสาวเดือนยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต  ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดตามฟ้อง  จำคุก  3  ปี  จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า  การที่นางสาวเดือนผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  278  โดยบิดามารดามิได้ลงลายมือชื่อให้ความยืนยอมในการร้องทุกข์  เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย  พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง  และขณะที่นางสาวเดือนยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น  นางสาวเดือนยังเป็นผู้เยาว์  แม้ในระหว่างพิจารณาของศาล  นางสาวเดือนจะบรรลุนิติภาวะแล้วก็ตาม  คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้นางสาวเดือนเข้าเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบเช่นกัน
                ให้วินิจฉัยว่า  อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ
                ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  2  (7)  และมาตรา  123  มิได้บัญญัติว่า  การร้องทุกข์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากบิดา  มารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรม  หรือบุคคลดังกล่าวต้องลงลายมือชื่อในการร้องทุกข์ของผู้เยาว์ด้วย  ดังนั้น  นางสาวเดือนซึ่งมีอายุ  19  ปี  และมีความรู้สึกผิดชอบดีแล้ว  แม้เป็นผู้เยาว์ก็มีอำนาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้  การที่นางสาวเดือนผู้เสียหายร้องทุกข์ในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้ายจึงชอบด้วยกฎหมาย  พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง  อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น  (คำพิพาษาฎีกาที่  3915/2551)
                ขณะที่นางสาวเดือนผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตนั้น  นางสาวเดือนยังเป็นผู้เยาว์  ซึ่งการขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการจะต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  5  (1)  เมื่อนางสาวเดือนขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วยตนเอง  จึงมิได้เป็นไปตามบทบังคับว่าด้วยความสามารถของบุคคลตามกฎหมาย  และเป็นเรื่องข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถ  ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  56  วรรคสอง  ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  15  อย่างไรก็ตามในระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้นนางสาวเดือนพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะแล้ว  จึงไม่มีความจำเป็นและไม่มีเหตุที่จะต้องมีคำสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถของนางสาวเดือนอีก  (คำพิพากษาฎีกาที่  7238/2549)  อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ข้อ  3.  พนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องนายเอกราชเป็นจำเลยต่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  339  โดยอ้างมาในคำฟ้องว่า  จำเลยต้องขังตามหมายของศาลอาญากรุงเทพใต้  ขอให้ศาลอาญาเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาคดีต่อไป  ข้อเท็จจริงปรากฏว่า  ก่อนที่พนักงานอัยการโจทก์จะยื่นฟ้องนายเอกราชเป็นจำเลยต่อศาลอาญานั้น  พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังนายเอกราชในระหว่างสอบสวนต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งและนายเอกราชได้รับอนุญาตจากศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ปล่อยชั่วคราวไป  ศาลอาญาพิจารณาแล้วเห็นว่าขณะพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้อง  จำเลยมิได้ถูกควบคุมตัวตามอำนาจของศาลอาญา  จึงมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องและให้จำหน่ายคดี
                ให้วินิจฉัยว่า  คำสั่งศาลอาญาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ
                ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์นั้น  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  120  จะต้องมีการสอบสวนก่อน  และมาตรา  142  วรรคสาม  บัญญัติวางหลักการในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง  ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ  เพื่อที่พนักงานอัยการจะได้นำตัวผู้ต้องหาไปยื่นฟ้องต่อศาลตามมาตรา  165  ต่อไป  เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว  แสดงว่าถ้ามีการฝากขังต่อศาลไว้ก่อนแล้ว  ในตอนเสนอความเห็นสั่งฟ้องพนักงานสอบสวนไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการ
                แม้ว่าก่อนที่พนักงานอัยการโจทก์จะได้ยื่นฟ้องนายเอกราชเป็นจำเลยต่อศาลอาญา  พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังนายเอกราชในระหว่างสอบสวนต่อศาลอาญากรุงเทพใต้อีกคดีหนึ่งก็ตาม  แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้หลบหนีไปในระหว่างปล่อยชั่วคราวในคดีก่อน  ศาลอาญาชอบที่จะขอให้ศาลอาญากรุงเทพใต้ใช้อำนาจที่จะบังคับให้ผู้ประกันส่งตัวจำเลยมารับสำเนาคำฟ้องคดีนี้ได้  กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลอาญาที่จะประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาได้  ดังนั้น  คำสั่งศาลอาญาที่ไม่ประทับฟ้องและให้จำหน่ายคดีดังกล่าวจึงไม่ชอบ  (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่  6562/2543,  2747/2551)

ข้อ  4.  พนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องว่า  เมื่อระหว่างวันที่  10  มีนาคม  2555  เวลากลางคืนหลังเที่ยง  ถึงวันที่  12  มีนาคม  2555  เวลากลางคืนหลังเที่ยง  วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด  จำเลยลักเอากระเป๋าสตางค์  1  ใบ  ราคา  200  บาท  และเงินสด  2,000  บาท  ของหญิงไม่ทราบชื่อ  อายุประมาณ  30  ปี  ผู้เสียหายไปโดยทุจริต  ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ฝ.100/2555  ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  335  โดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเหตุเกิดที่ใด  คมีแต่เพียงคำร้องขอฝากขังในสำนวนคดีอาญาดังกล่าวที่อยู่ในสำนวนฟ้องซึ่งระบุว่าเหตุเกิดที่แขวงจอมพล  เขตจตุจักร  กรุงเทพมหานคร  และจำเลยลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องขอฝากขังที่ด้านหลังคำร้องดังกล่าวไว้แล้ว  ชั้นพิจารณาของศาลจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง  โจทก์แถลงไม่สืบพยาน  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  335  (1)  วรรคแรก
                ให้วินิจฉัยว่า  ฟ้องของโจทก์ในส่วที่เกี่ยวกับผู้เสียหายและสถานที่กระทำความผิด  กับคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ
                การบรรยายฟ้องเกี่ยวกับผู้เสียหายที่โจทก์ไม่ได้ระบุชื่อเจ้าของทรัพย์นั้น  เมื่อองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ความผิดต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย  การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์ของหญิงไม่ทราบชื่อ  ย่อมเป็นการบรรยายที่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับบคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว  เพราะเมื่ออ่านคำฟ้องเป็นที่เข้าใจว่าทรัพย์ที่จำเลยลักไปนั้น  เป็นของผู้อื่นฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  158  (5)
                กรณีที่ฟ้องโจทก์มิได้ระบุสถานที่กระทำความผิดนั้น  โจทก์ได้กล่าวในคำฟ้องไว้ด้วยว่า  ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตามหมายขังของศาลชั้นต้นในสำนวนคดีอาญาหลายเลขดำที่  ฝ.100/2555  ซึ่งเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องเมื่อคำร้องขอฝากขังในสำนวนคดีดังกล่าวระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ด้วย  จำเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่ใดและสามารถนำสืบต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง  ฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  158  (5)  (คำพิพากษาฎีกาที่  1778/2551)
                ส่วนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่า  จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  335  (1)  วรรคแรก  นั้น  ฟ้องโจทก์บรรยายเวลาเกิดเหตุลักทรัพย์อาจเป็นเวลากลางคืนหรือกลางวันก็ได้  การที่จำเลยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโดยมิได้ระบุว่าลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือกลางวัน  โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องโดยมิได้ระบุว่าลักทรัพย์ในเวลากลางคืนหรือกลางวัน  โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งมีโทษสูงกว่าลักทรัพย์ในเวลากลางวัน  เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน  ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน  คงฟังได้เพียงว่าจำเลยลักทรัพย์ในเวลากลางวันซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  334  เท่านั้น  คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามมาตรา  335  (1)  วรรคแรก  จึงไม่ชอบ  (คำพิพากษาฎีกาที่  4790/2550)

ข้อ  5.  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  ประกอบมาตรา  80  จำเลยให้การปฏิเสธ  ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย  แต่บาดแผลของผู้เสียหายถึงอันตรายสาหัสตรงตามที่โจทก์บรรยายในฟ้อง  พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297  จำคุก  2  ปี  โจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง  ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย  แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดร้ายแรง  ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย  2  ปี  นั้นเบาเกินไป  จึงพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลย  3  ปี  โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง
                ให้วินิจฉัยว่า         (ก)  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
                                                (ข)  ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาได้หรือไม่

ธงคำตอบ
(ก)          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297  โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้อง  ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ในทำนองขอให้เพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้นอยู่ในตัว  ดังนั้น  แม้ศาลอุทธรณ์จะฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย  แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดร้ายแรง  ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นเป็นจำคุก  3  ปี  ได้ไม่เป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษอันจักต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  212  คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว  (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่  436/2511)
(ข)          ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามฟ้องนั้น  เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย  พิพากษาลงโทษจำเลยเพียงฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  297  ย่อมมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา  288  ประกอบมาตรา  80  ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  220  ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา  (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่  2582/2553)

ข้อ  6.  วันที่  31  มีนาคม  2555  นายแดงไปแจ้งความว่านายดำขับรถยนต์โดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของนายแดงเป็นเหตุให้นายแดงได้รับอันตรายแก่กาย  เหตุเกิดที่บริเวณหน้าโรงค้าไม้เจริญไพศาล  วันอาทิตย์ที่  1  เมษายน  2555  เวลา  11  นาฬิกา  นายแดงพาร้อยตำรวจเอกเขียวกับพลตำรวจขาวไปจับกุมนายดำที่บริเวณโรงค้าไม้เจริญไพศาล  ซึ่งเป็นของนายหมึกบิดาของนายดำ  โดยโรงค้าไม้ดังกล่าวนอกจากขายไม้แล้วยังใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยและหยุดทำการค้าในวันอาทิตย์  เมื่อร้อยตำรวจเอกเขียวไปถึง  นายแดงชี้ให้ร้อยตำรวจเอกเขียวจับนายดำซึ่งนั่งอยู่ที่ม้านั่งภายในบริเวณโรงค้าไม้นั้น  ร้อยตำรวจเอกเขียวจึงแสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงานและขอจับกุมนายดำโดยแจ้งว่าขับรถยนต์โดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ของนายแดงเป็นเหตุให้นายแดงได้รับอันตรายแก่กายโดยไม่มีหมายจับและหมายค้น  นายดำขัดขืนจึงเกิดการต่อสู้กัน  ระหว่างการต่อสู้ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนหล่นมาจากกระเป๋าเสื้อที่นายดำสวมใส่  จำนวน  51  เม็ด  นายดำยอมรับว่านายเหลืองนำมามอบให้นายดำไว้ขายแก่บุคคลทั่วไป  ร้อยตำรวจเอกเขียว  จึงแจ้งข้อหาและจับกุมนายดำส่งพนักงานสอบสวนยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ  นายดำต่อสู้ว่า  การจับกุมของเจ้าพนักงานทั้งสองข้อหา  ความผิดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
                ให้วินิจฉัยว่า  ข้อต่อสู้ของนายดำฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ
                วันเกิดเหตุโรงค้าไม้เจริญไพศาลหยุดทำการค้า  และโรงค้าไม้ดังกล่าวใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วย  จึงเป็นที่รโหฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  2  (13)  การที่ร้อยตำรวจเอกเขียวเข้าไปในโรงค้าไม้ดังกล่าวโดยไม่มีหมายจับและหมายค้น  แม้นายแดงจะได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วก็ตาม  ร้อยตำรวจเอกเขียวก็ไม่มีอำนาจเข้าไปจับนายดำในที่รโหฐานได้ตามมาตรา  81  และไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา  78
                อย่างไรก็ตามเมื่อร้อยตำรวจเอกเขียวเข้าไปแล้วพบนายดำ  นายดำไม่ยอมให้จับเกิดการดิ้นรนต่อสู้กัน  และปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนหล่นมาจากกระเป๋าเสื้อที่นายดำสวมใส่  เช่นนี้ย่อมถือเป็นความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  80  วรรคหนึ่ง  ซึ่งร้อยตำรวจเอกเขียวมีอำนาจจับนายดำในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามมาตรา  78  (1)  ประกอบมาตรา  81  และมาตรา  92  (2)  การจับของเจ้าพนักงานจึงชอบด้วยกฎหมาย  ข้อต่อสู้ของนายดำฟังไม่ขึ้น

ข้อ  7.  โจทก์ฟ้องว่า  จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์  100,000  บาท  เป็นเวลา  1  ปี  ตามสำเนาสัญญากู้ซึ่งแนบมาท้ายฟ้อง  และได้มอบโฉนดที่ดินให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน  โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ  15  ต่อปี  ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่ยอมชำระหนี้  จึงขอบังคับให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยร้อยละ  15  ต่อปี  แต่ปรากฏว่าตามสำเนาสัญญากู้มีข้อความว่า  จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์  100,000  บาท  คิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย  และจำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา
                จำเลยให้การว่า  จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์  ความจริงน้องสาวของจำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์  และต้องการนำโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อจำเลยและน้องสาวเป็นเจ้าของร่วมไปวางประกัน  โจทก์บังคับให้จำเลยทำสัญญากู้ฉบับที่นำมาฟ้อง  มิฉะนั้นจะไม่ให้น้องสาวจำเลยกู้เงิน  จำเลยจึงยอมลงชื่อในสัญญากู้เพื่อประกันหนี้ของน้องสาว  โดยจำเลยไม่ได้รับเงินไปจากโจทก์
                ให้วินิจฉัยว่า
(ก)        โจทก์จะอ้างตนเองเป็นพยานนำสืบว่า  ที่ตามสัญญาระบุว่าคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายนั้น  โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าหมายถึงอัตราร้อยละ  15  ต่อปี  ได้หรือไม่
(ข)        จำเลยจะอ้างตนเองนำสืบข้อเท็จจริงตามคำให้การได้หรือไม่

ธงคำตอบ
                กรณีเป็นคดีพิพาทตามสัญญากู้ยืมเงินเกิน  2,000บาท  ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ  มิฉะนั้น  จะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้  จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง  และเมื่อนำพยานเอกสารมาแสดงแล้ว  คู่ความจะนำสืบพยานบุคคลว่ายังมีข้อความเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นไม่ได้  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  94  (ข)
(ก)          เมื่อข้อความในสัญญากู้ยืมระบุว่า  คิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย  ย่อมหมายความว่า  คิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี การที่โจทก์จะอ้างตนเองเป็นพยานนำสืบว่า  ความจริงตกลงกันคิดดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี  ย่อมเป็นการสืบพยานบุคคลแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในพยานเอกสาร  ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  94  (ข)  โจทก์จะอ้างตนเองเป็นพยานนำสืบว่า  ที่ตามสัญญาระบุว่าคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายนั้น  โจทก์กับจำเลยตกลงกันว่าหมายถึงอัตราร้อยละ  15  ต่อปี  ไม่ได้  (คำพิพากษาฎีกาที่  2712/2549)
(ข)          จำเลยนำสืบพยานบุคคลถึงข้อตกลงอันเป็นมูลเหตุและความประสงค์ที่ทำสัญญากู้ฉบับที่โจทก์ฟ้องเพื่อแสดงว่าไม่มีมูลหนี้ตามสัญญากู้ที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งหนี้ตามสัญญาในเอกสาร  มิใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม  ตัดทอน  หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ส่วนการนำสืบว่าโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ให้จำเลย  ย่อมทำให้หนี้เงินกู้ที่ระบุในสัญญาไม่สมบูรณ์จำเลยจึงสามารถนำสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  94  วรรคท้าย  จำเลยจึงอ้างตนเองนำสืบข้อเท็จจริงตามคำให้การได้  (คำพิพากษาฎีกาที่  1976/2518)

ข้อ  8.  พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า  จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ชุดชั้นในสตรีของนางสาวใจดีผู้เสียหายในเคหสถานและในเวลากลางคืน  จำเลยให้การปฏิเสธ  ชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบพยานหลักฐานดังนี้
                (ก)          นางสาวใจดีเบิกความว่า  ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาเที่ยงคืนได้ยินเสียงเหมือนคนเข้ามาใต้ถุนบ้าน  จึงส่องไฟฉายเห็นชายคนหนึ่งกำลังถือชุดชั้นในสตรีของตนออกไปจากบ้าน  ต่อมาตำรวจจับจำเลยได้และให้พยานไปชี้ตัวว่าจำเลยคือคนร้าย  นางสาวใจดีตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า  ตอนเกิดเหตุพยานจำหน้าคนร้ายไม่ได้  แต่ตอบพนักงานอัยการโจทก์ถามติงว่า  ได้ไปแจ้งเรื่องกับผู้ใหญ่บ้านทันทีหลังเกิดเหตุว่าพยานจำหน้าคนร้ายได้ว่าคือจำเลยเนื่องจากรู้จักมาก่อนและเห็นใบหน้าชัดเจนโดยอาศัยแสงจันทร์
                (ข)          โจทก์นำสืบทะเบียนประวัติอาชญากรปรากฏว่าจำเลยเคยถูกลงโทษฐานลักทรัพย์ชุดชั้นในสตรีในเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนมาแล้ว  3  ครั้ง  แต่ไม่มีประวัติการกระทำความผิดอื่น
                ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า  ถ้อยคำของนางสาวใจดีที่ตอบคำถามติงของพนักงานอัยการโจทก์ว่าผู้เสียหายแจ้งต่อผู้ใหญ่บ้านระบุว่าจำเลยคือคนร้ายในทันทีหลังเกิดเหตุมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าคำเบิกความในชั้นศาลที่ตอบทนายจำเลยว่าจำคนร้ายไม่ได้  ประกอบกับจำเลยเคยทำผิดฐานลักทรัพย์ชุดชั้นในสตรีในเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนมาแล้ว  3  ครั้ง  จึงพิพากษาลงโทษจำเลย
                จำเลยอุทธรณ์ว่า  ศาลชั้นต้นไม่ได้ฟังคำเบิกความของพยานในชั้นศาล  แต่ไปฟังคำกล่าวนอกศาลซึ่งเป็นพยานนอกเล่าและฟังประวัติการกระทำผิดของจำเลยมาลงโทษจำเลยซึ่งขัดต่อหลักกฎหมาย
                ให้วินิจฉัยว่า  ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นหรือไม่
               
ธงคำตอบ
                (ก)          นางสาวใจดีผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลในเรื่องที่นางสาวใจดีประสบพบเห็นเหตุการณ์โดยตรงจึงเป็นผู้ที่ได้เห็น  ได้ยินหรือทราบข้อความมาด้วยตนเองโดยตรง  การที่นางสาวใจดีตอบคำถามของทุกฝ่ายในศาลในเรื่องที่เป็นถ้อยคำของตนที่เคยให้ไว้หาใช่พยานบอกเล่าตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ไม่เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  226/3  พยานบอกเล่าหมายถึงการที่พยานนำคำบอกเล่าของบุคคลอื่นมาเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น  ส่วนการที่นางสาวใจดีเบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเรื่องการจำคนร้ายได้หรือไม่  โดยในตอนแรกนางสาวใจดีตอบคำถามโจทก์ไม่ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายและตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าพยานจำคนร้ายไม่ได้  แต่เมื่อพนักงานอัยการโจทก์ถามติง  พยานรับว่าหลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งเรื่องกับผู้ใหญ่บ้านทันทีว่าคนร้ายคือจำเลยเนื่องจากรู้จักมาก่อนและเห็นใบหน้าชัดเจนโดยอาศัยแสงจันทร์  และจำเลยได้แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นต่อผู้ใหญ่บ้านในทันที  ไม่มีข้อให้ระแวงว่าจะแต่งเรื่องขึ้น  จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าคำเบิกความที่ให้ต่อศาลในภายหลังที่อาจมีการบ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นคนที่รู้จักกันมาก่อนได้  การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลโดยศาลเชื่อว่าถ้อยคำของพยานปากนี้ที่ให้ไว้กับผู้ใหญ่บ้านเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความต่อศาลในภายหลังจึงไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย
                (ข)          ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา  226/2  บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่นๆ  ของจำเลย  เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้อง  แต่กรณีตามปัญหาเป็นเรื่องฟ้องว่าจำเลยลักชุดชั้นในสตรีในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืน  ซึ่งจำเลยเคยกระทำความผิดในข้อหาและลักษณะเดียวกันนี้มา  3  ครั้ง  จึงเป็นพยานหลักฐานที่แสดงถึงลักษณะ  วิธี  หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลย  ศาลจึงรับฟังพยานหลักฐานเช่นนี้ได้ตามข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ใน  (2)  ของมาตรา  226/2
                ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ข้อ  9.  เมื่อวันที่  20  มกราคม  2554  นายสมานขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน  สช  5454  ของนางสมรพี่สาวจากถนนรัชดาภิเษกไปสี่แยกรัชโยธินได้ชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน  ตธก  90  มีนายสมัยเป็นผู้ขับขี่ไปในเส้นทางเดียวกันขณะลอดอุโมงค์ลาดพร้าว  นายสมัยตกจากรถ  ศีรษะกระแทกผนังอุโมงค์ถึงแก่ความตาย
                ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายสมานต่อศาลอาญาตามคดีหมายเลขดำที่  2900/2554  ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์  ก่อนครบ  1  ปี  นายสมิทธิ์บิดานายสมัยเป็นโจทก์ฟ้องนายสมานและนางสมรเป็นจำเลยที่  1  และที่  2  ต่อศาลแพ่งตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่  610/2555  เรียกค่าเสียหาย  รวม  5,000,000  บาท  จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีศาลแพ่งกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้  3  ประเด็น  คือ  จำเลยที่  1  ขับรถประมาทหรือไม่  จำเลยที่  1  กระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่  2  ที่จำเลยที่  2  จะต้องร่วมรับผิดหรือไม่  และค่าเสียหายมีเพียงใด  โดยศาลแพ่งนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่  19  เมษายน  2555  เวลา  9.30  นาฬิกา  และประเด็นข้อ  1  ที่ว่า  จำเลยที่  1  ขับรถประมาทหรือไม่  เป็นประเด็นข้อสำคัญในคดีนี้
                ให้ท่านในฐานะทนายจำเลย  ร่างคำร้องยื่นต่อศาลแพ่งเพื่อให้รอคดีแพ่งไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  39  จนกว่าคดีอาญาดังกล่าวจะถึงที่สุด  (ให้ร่างแต่ใจความของคำร้อง)

ธงคำตอบ
                คดีนี้  ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่  19  เมษายน  2555  เวลา  9.30  นาฬิกา  ดังรายละเอียดปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแล้วนั้น
                จำเลยขอกราบเรียนต่อศาลว่า  โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่  1  และที่  2  ให้รับผิดร่วมกันในทางละเมิด  ซึ่งศาลได้กำหนดหน้าที่นำสืบให้โจทก์สืบก่อนทั้งสามประเด็น  คือ
1.                จำเลยที่  1  ได้กระทำการโดยประมาทหรือไม่
2.                จำเลยที่  1  ได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่  2  จำเลยที่  2  จะต้องรับผิดร่วมด้วยหรือไม่
3.                ค่าเสียหายมีเพียงใด
ปรากฏว่าขณะนี้พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่  1  ในคดีนี้  เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่  2900/2554  ของศาลอาญาในข้อหาขับรถยนต์ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งคดีอยู่ในระหว่างสืบพยานโจทก์
จำเลยเห็นว่าหากศาลอาญาวินิจฉัยว่าจำเลยที่  1  ประมาทหรือไม่ประมาทซึ่งเป็นข้อหนึ่งที่สำคัญในคดีนี้  คำวินิจฉัยของศาลในคดีอาญาย่อมผูกพันการวินิจฉัยของศาลแพ่งในคดีนี้
ดังนั้น  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  จำเลยจึงเห็นสมควรที่ศาลแพ่งได้โปรดสั่งให้รอการพิจารณาคดีนี้ไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  39  จนกว่าการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวจะถึงที่สุด  ขอศาลได้โปรดอนุญาต
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

ข้อ  10.  เนื่องจากบ้านของนายเขียวเลขที่  1  ถนนบ้านสวน  ตำบลบางกรวย  อำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี  ถูกน้ำท่วมเสียหาย  จึงตกลงว่าจ้างนายขาวให้ทำการซ่อมบ้าน  โดยทำพื้นบ้านเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก  กว้าง  10  เมตร  ยาว  20  เมตร  หนา  20  เซนติเมตร  และทำถนนคอนกรีตเสริมเหล็กจากบ้านถึงรั้วประตูบ้าน  กว้าง  4  เมตร  ยาว  10  เมตร  หนา  30  เซนติเมตร  ตามรายละเอียดการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง  กำหนดให้แล้วเสร็จภายในเวลา  3  เดือน  ด้วยค่าจ้างรวมวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานเป็นเงินทั้งสิ้น  300,000บาท  กำหนดชำระในวันทำสัญญา  100,000  บาท  เมื่อนายขาวนำวัสดุก่อสร้างเข้ามาพร้อมที่จะทำการซ่อมบ้านจะชำระอีก  100,000  บาท  และงวดสุดท้ายชำระ  100,000บาท  เมื่อการก่อสร้างและส่งมอบงานเสร็จเรียบร้อย  โดยนายขาวรับประกันความชำรุดบกพร่องงานนี้ภายในกำหนด  1  ปี  นับแต่วันส่งมอบงานเสร็จ
                ให้ร่างสัญญาซ่อมบ้านดังกล่าว

ธงคำตอบ
สัญญาซ่อมบ้าน
ทำที่        1  ถนนบ้านสวน  ตำบลบางกรวย
อำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี
                                                                                                                วันที่  1  เมษายน  2555
                ระหว่าง  นายเขียว ...........................  เลขประจำตัวประชาชนเลขที่  ..................................  ออก  ณ  ...................  วันที่  ...............................  อยู่บ้านเลขที่  ................................  ตรอก/ซอย......................................  ถนน...................................  แขวง/ตำบล  ......................................  อำเภอ/เขต  ........................................  จังหวัด  .............................  ต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า  “ผู้ว่าจ้าง”  ฝ่ายหนึ่ง
                กับนายขาว  .................................  เลขประจำตัวประชาชนเลขที่  ............................  อยู่บ้านเลขที่  ..........................  ตรอก/ซอย  .......................................  ถนน  .....................................  แขวง/ตำบล  .................................  อำเภอ/เขต  ..............................................  จังหวัด  ......................................  ต่อไปในสัญญานี้  เรียกว่า  “ผู้รับจ้าง”  อีกฝ่ายหนึ่ง
                ทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญาซ่อมบ้านดังต่อไปนี้
                ข้อ  1.  ผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของบ้านเลขที่  1  ถนนบ้านสวน  ตำบลบางกรวย  อำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี  เนื่องจากบ้านถูกน้ำท่วมเสียหาย  จึงตกลงจ้างผู้รับจ้างให้ทำการซ่อมบ้าน  ประกอบด้วยพื้นบ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก  กว้าง  10  เมตร  ยาว  20  เมตร  หนา  20  เซนติเมตร  และทำถนนคอนกรีตเสริมเหล็กจากบ้านถึงรั้วประตูบ้าน  กว้าง  4  เมตร  ยาว  10  เมตร  หนา  30  เซนติเมตร  ตามรายละเอียดการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างท้ายสัญญาซึ่งให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา
                ข้อ  2.  ทั้งสองฝ่าย  ตกลงค่าซ่อมตามข้อ  1.  ด้วยค่าวัสดุและแรงงานของผู้รับจ้าง  คิดเป็นเงินทั้งสิ้น  300,000  บาท  (สามแสนบาทถ้วน)  โดยผู้รับจ้างจะซ่อมให้แล้วเสร็จภายใน  3  เดือน  นับแต่วันทำสัญญานี้
                ข้อ  3.  การชำระเงินค่าจ้างชำระดังนี้
(1)       ในวันทำสัญญา  ชำระเงิน  100,000  บาท  (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
(2)       เมื่อผู้รับจ้างนำวัสดุก่อสร้างตามสัญญาเข้ามาในที่ก่อสร้างชำระเงิน  100,000  บาท  (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
(3)       เมื่อก่อสร้างเสร็จและส่งมอบงานเรียบร้อยชำระเงิน  100,000  บาท  (หนึ่งแสนบาทถ้วน)
ข้อ  4.  หากผู้รับจ้างผิดนัดหรือผิดสัญญา  ยอมให้ผู้ว่าจ้างฟ้องร้องบังคับพร้อมด้วยค่าเสียหาย  หรือยอมให้ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาข้างต้นพร้อมเรียกค่าเสียหายแล้วแต่ผู้ว่าจ้างเลือกบังคับเอากรณีใดกรณีหนึ่ง
ข้อ  5.  หากผู้ว่าจ้างไม่ชำระค่าจ้างตามกำหนด  ยอมให้ผู้รับจ้างฟ้องร้องบังคับพร้อมคิดค่าเสียหายในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ  7.5  ต่อปี
ข้อ  6.  หลังจากส่งมอบงานแล้ว  มีกำหนด  1  ปี  หากเกิดความชำรุดบกพร่อง  เสียหายจากการซ่อม  ไม่ว่าเกิดจากวัสดุก่อสร้างหรือฝีมือแรงงานของผู้รับจ้าง  ผู้รับจ้างจะทำการซ่อมให้ดีดังเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของผู้รับจ้างทั้งสิ้น
สัญญานี้ทำขึ้นเป็น  2  ฉบับ  มีข้อความตรงกัน  ยึดถือไว้ฝ่ายละฉบับ  ทั้งสองฝ่ายได้อ่านและเข้าใจสัญญานี้ดีแล้ว  จึงได้ลงชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน
ลงชื่อ.........................................................ผู้ว่าจ้าง
                                                                                                                (.............................................)
ลงชื่อ.........................................................ผู้รับจ้าง
                                                                                                                (.............................................)
ลงชื่อ.........................................................พยาน
                                                                                                                (.............................................)
ลงชื่อ.........................................................พยาน
                                                                                                                (.............................................)
               

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น