วิชา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม , พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ,พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 สามารถค้นหาคำพิพากษาฎีกาภายใน 1o ปี หลังสุดได้แล้วครับ จะเร่งเพิ่มวิชาต่อไปให้เสร็จตามมาเรื่อยๆครับ

จำหน่ายเอกสารรวมคำพิพากษาฎีกา 10 ปี ล่าสุด แยกเป็นรายวิชา

จำหน่ายเอกสารรวมคำพิพากษาฎีกา 10 ปี ล่าสุด แยกเป็นรายวิชา
www.lawbooks-by-mrt.blogspot.com

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การโอนสิทธิเรียกร้องกับการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้

กับการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้
                                                                                                                หม่อมหลวงเฉลิมชัย  เกษมสันต์
                การโอนสิทธิเรียกร้อง  คือ  ข้อตกลงซึ่งเจ้าหนี้ยอมโอนหนี้หรือสิทธิเรียกร้องซึ่งมีอยู่เหนือลูกหนี้ให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับโอนเข้ามาเป็นเจ้าหนี้แทน  ส่วนการแปลงหนี้ใหม่นั้น  คือการระงับหนี้โดยมีหนี้ใหม่มาแทน  โดยจะต้องมีข้อตกลงระหว่างผู้เกี่ยวข้องเพื่อเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้  (มาตรา  ๓๔๙  วรรคหนึ่ง)
                ผู้เป็นเจ้าหนี้ในสิทธิเรียกร้องหรือหนี้ใดๆ  โดยหลักแล้วถือเป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งของสิทธิเรียกร้องหรือหนี้นั้น  ดังนั้น  การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง  ย่อมเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้  และถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่เช่นกัน
                ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๓๔๙  วรรคสาม  กำหนดให้การแปลงหนี้ใหม่  โดยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จะต้องนำบทบัญญัติในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องมาใช้บังคับ  ดังนั้น  การแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้จะทำได้เฉพาะที่สภาพแห่งสิทธิเปิดช่องให้โอนกันได้  (เทียบเคียงมาตรา  ๓๐๓)  และข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้เดิมกับเจ้าหนี้ใหม่ต้องทำเป็นหนังสือด้วย  (เทียบเคียงมาตรา  ๓๐๖)
                ปัญหาว่าทั้งการโอนสิทธิเรียกร้อง  และการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้นั้นมีลักษณะที่คล้ายกันมาก  คือ  เปลี่ยนฝ่ายซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในหนี้หรือสิทธิเรียกร้องนั้น  และใช้หลักกฎหมายเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องเช่นเดียวกัน  เหตุใดจึงต้องมีการบัญญัติทั้งสองเรื่องนี้แยกต่างหากจากกัน  ในเรื่องนี้  ท่านศาสตราจารย์หม่อมราชวงศ์เสนีย์  ปราโมช  ได้อธิบายไว้ว่า  “เป็นเรื่องที่จะต้องแปลเจตนาของคู่กรณีกันเฉพาะเรื่องเฉพาะพฤติการณ์เป็นรายๆ  ไป  การเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ซึ่งเป็นคู่กรณีในนิติกรรมนั้น  โดยหลักแล้วเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้  และย่อมส่งผลให้เป็นการแปลงหนี้ใหม่  แต่หากเจ้าหนี้เก่าเพียงโอนสิทธิเรียกร้องให้ใครไปโดยนิติกรรมก็ดี  หรือด้วยผลแห่งกฎหมายโดยการรับมรดกตกทอดก็ดี  อันเป็นผลให้คนใหม่เข้ามาเป็นเจ้าหนี้เรียกบังคับเอาชำระหนี้ได้เพียงเท่านั้น  จะว่าได้มีการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ไม่ได้  เพราะความประสงค์ของการโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเรื่องที่จะสงวนหนี้เก่าเอาไว้  มิใช่ระงบหนี้เก่าก่อหนี้ใหม่
                มีข้อน่าคิดอยู่ว่า  ในเมื่อผลของการแปลงหนี้ใหม่เป็นเรื่องความระงับแห่งหนี้แล้ว  จะสามารถนำหลักเกณฑ์ในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องมาใช้กับการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ได้ทุกกรณีหรือไม่  เช่น  เรื่องการยกข้อต่อสู้ที่มีต่อเจ้าหนี้เดิมขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ใหม่ก็ดี  การใช้วิธีบอกกล่าวการโอนแก่ลูกหนี้ก็ดี  หรือการโอนไปซึ่งหลักประกันก็ดี  เรื่องดังกล่าวยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลที่ชัดเจน  มีเพียงแนวความเห็นของนักกฎหมายแบ่งออกเป็น    ฝ่าย  ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าจะต้องนำหลักเกณฑ์การโอนสิทธิเรียกร้องทุกเรื่องมาใช้กับการแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้  โดยทั้งสองเรื่องนี้ให้ผลต่างกันแต่เพียงว่าการแปลงหนี้ใหม่เป็นความระงับแห่งหนี้เท่านั้น  แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า  การแปลงหนี้ใหม่  โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ต้องได้รับความยินยอมของทั้งสามฝ่าย  คือ  เจ้าหนี้เดิม  ลูกหนี้  และเจ้าหนี้ใหม่  เหตุที่เจ้าหนี้เติมต้องให้ความยินยอมด้วยก็เพราะเจ้าหนี้เดิมจะสิ้นสิทธิในหนี้  ส่วนที่ลูกหนี้ต้องยินยอมด้วยก็เพราะจะต้องรับผิดตามหนี้ใหม่  การแปลงหนี้ใหม่ทำให้หนี้ประธานระงับไปทั้งหนี้ประธานและหนี้อุปกรณ์  และการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ทำให้ลูกหนี้ไม่อาจยกข้อต่อสู้ที่มีต่อเจ้าหนี้เดิมขึ้นยันกับเจ้าหนี้ใหม่ได้  ในเรื่องนี้ขอตั้งเป็นข้อสังเกต  ดังนี้
                ในเรื่องการยกข้อต่อสู้ที่มีต่อเจ้าหนี้เดิมขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ใหม่  (ตามมาตรา  ๓๐๘)  นั้น  เมื่อพิจารณาแล้วว่าการแปลงหนี้ใหม่ทำให้หนี้เดิมระงับไป  ข้อต่อสู้ตามหนี้เดิมเช่น  เรื่องกำหนดอายุความหรือเรื่องการชำระหนี้แล้ว  เป็นต้น  ก็น่าจะต้องระงับไปด้วยเช่นกัน  เหตุใดลูกหนี้จึงยังสามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ใหม่ได้  การจะบอกว่ากฎหมายกำหนดให้นำหลักเกณฑ์เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องมาใช้ในเรื่องนี้ด้วยก็คงจะดูไม่ถนัดนัก  เพราะการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นยังคงมีหนี้เดิมผูกพันกันอยู่  จึงไม่แปลกอะไรหากจะให้มีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมต่อสู้เจ้าหนี้ใหม่เมื่อใดก็ได้  เพราะถือเสมือนว่าเจ้าหนี้ใหม่เข้ามาแทนที่เจ้าหนี้เก่า  แต่การแปลงหนี้ใหม่ถือว่าหนี้เดิมระงับลงทันทีแล้วก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นมาแทน  ไม่มีหนี้เดิมต่อกันแล้ว  ย่อมหมายความว่า  ข้อต่อสู้ตามมูลหนี้เดิมก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย   เว้นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของหนี้เดิมนั้นเอง
                ด้วยเหตผลดังกล่าว  จึงน่าจะส่งผลไปถึงวิธีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้  กล่าวคือ  หากเป็นเรื่องโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว  เพียงแต่ทำเป็นหนังสือและบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ก็ได้  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๓๐๖  แต่หากยอมให้เจ้าหนี้แปลงหนี้ใหม่โดยเลือกใช้วิธีการบอกกล่าวแก่ลูกหนี้ได้แล้ว  ย่อมไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ที่ไม่สามารถยกข้อต่อสู้ที่มีต่อเจ้าหนี้เดิมขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ใหม่ได้  นอกจากนั้น  นิติกรรมใดก็ตามที่เป็นผลให้มูลหนี้เดิมระงับไปน่าจะต้องให้คู่กรณีทุกฝ่ายตกลงด้วย   การจะนำหลักเกณฑ์ในเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องมาใช้โดยไม่คำนึงถึงเจตนาของคู่กรณีที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายย่อมไม่ถูกต้องนัก  เพราะมิเช่นนั้นย่อมไม่ต่างจากการยกเลิกสัญญาหรือความผูกพันใดๆ  โดยความประสงค์ของคู่สัญญาเพียงฝ่ายเดียว  นอกจากนี้  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๓๔๙  วรรคแรก  ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับการแปลงหนี้ใหม่ไว้แล้วว่าจะต้องมีการทำสัญญากันระหว่างคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง  จึงน่าจะต้องให้ลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องเข้ามาร่วมในการทำสัญญาหรือให้ความยินยอมในการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้  เป็นลักษณะสัญญา    ฝ่าย  หากกฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้สามารถใช้วิธีบอกกล่าวแก่ลูกหนี้ได้แล้ว  ก็น่าจะบัญญัติเรื่องดังกล่าวแยกต่างหากออกจากมาตรา  ๓๔๙  เช่นเดียวกับกรณีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ในมาตรา  ๓๕๐
                นอกจากนี้  ในเรื่องหลักประกันของหนี้ตามมาตรา  ๓๐๕  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  บัญญัติให้สิทธิจำนอง  สิทธิจำนำหรือสิทธิอันเกิดแต่การค้ำประกันซึ่งเกี่ยวพันหรือให้ไว้เพื่อสิทธิเรียกร้องที่มีการโอนไปนั้นตกได้แก่ผู้รับโอนด้วย  หากจะกล่าวว่าบทบัญญัติดังกล่าวต้องนำไปใช้บังคับกับการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้อีกก็ดูจะขัดกับเหตุผลของกฎหมาย  เพราะในเมื่อการแปลงหนี้ใหม่เป็นความระงับแห่งหนี้แล้ว  เมื่อหนี้เดิมระงับไปสัญญาหลักประกันอันเป็นอุปกรณ์ของหนี้เดิมก็น่าจะต้องระงับไปด้วยเช่นกัน  และหากประสงค์จะใช้หลักประกันเดิมเป็นหลักประกันของหนี้ใหม่ก็น่าจะต้องมีการแสดงเจตนาให้ชัดแจ้งกันอีกครั้งหนึ่ง  ไม่น่าจะนำหลักเกณฑ์การโอนสิทธิเรียกร้องในเรื่องนี้มาใช้ได้  อีกทั้งการแปลงหนี้ใหม่ก็มีการบัญญัติในเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะในมาตรา  ๓๕๒  ว่า  คู่กรณีในการแปลงหนี้ใหม่อาจโอนสิทธิจำนำ  สิทธิจำนองที่ได้ให้ไว้เป็นประกันหนี้เดิมนั้นไปเป็นประกันหนี้รายใหม่ได้เพียงเท่าที่เป็นประกันวัตถุแห่งหนี้เดิม  แต่หากบุคคลภายนอกเป็นผู้ให้หลักประกันต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้นด้วย  แสดงว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องจะต้องแสดงเจตนาในการโอนหลักประกันนั้นอีกครั้งหนึ่ง  มิได้โอนไปทันทีโดยผลของกฎหมาย  (แต่เมื่อมีการตกลงโอนหลักประกันแล้ว  แม้หลักประกันนั้นจะเป็นสิทธิจำนอง  ก็ย่อมมีผลมาเป็นประกันมูลหนี้ใหม่ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนก่อน  (คำพิพากษาฎีกาที่  ๑๙๔๙/๒๕๑๖))
                อย่างไรก็ดี  ข้อพิจารณาดังกล่าวคงเป็นเพียงข้อถกเถียงในทางทฤษฎีเท่านั้น  เพราะในทางปฏิบัติแล้ว  ปัญหาที่เป็นประเด็นขึ้นสู่ศาลฎีกามักเป็นกรณีของสัญญาต่างตอบแทน  ซึ่งหากมีการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ด้วย  หรือถ้าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโอนไปเพียงสิทธิเรียกร้องของตนตามสัญญาโดยยังคงผูกพันตนชำระหนี้แก่อีกฝ่ายเป็นการตอบแทนอยู่  ก็เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องเท่านั้น  เพราะยังเห็นได้ว่าคู่สัญญาฝ่ายนั้นยังคงต้องการให้หนี้ดังกล่าวมีผลผูกพันต่อไป  มิได้ต้องการให้หนี้ระงับลง  อีกทั้งตนยังมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนอยู่ด้วยและปัญหาสำคัญที่มักเป็นประเด็นให้ต้องวินิจฉัยจะเป็นเรื่องความไม่ชัดเจนว่าการโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาต่างตอบแทนสามารถทำได้หรือไม่
                ในปัญหานี้ควรต้องทำความเข้าใจหลักการของสัญญาต่างตอบแทนก่อนว่า  ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น  คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างมีฐานะเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้อยู่ในตัว  กล่าวคือ  มีสิทธิเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้และมีหน้าที่ต้องชำระหนี้อีกอย่างหนึ่งเป็นการตอบแทน  คู่สัญญาต่างฝ่ายต่างเป็นเจ้าหนี้ในหนี้อย่างหนึ่งและเป็นลูกหนี้ในหนี้อีกอย่างหนึ่ง  หนี้ของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจึงเป็นเงื่อนไขของการชำระหนี้ของอีกฝ่ายหนึ่ง  ถ้าฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้อีกฝ่ายก็ไม่จำต้องชำระหนี้ตอบแทน  ตามหลักที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๓๖๙  ดังนั้น  หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการเปลี่ยนตัวบุคคลผู้เป็นคู่สัญญาหรือต้องการโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญานั้น  โอนทั้งฐานะเจ้าหนี้และลูกหนี้ของตนไปให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว  ย่อมเห็นได้ชัดว่าต้องเป็นการแปลงหนี้ใหม่เพราะมีการเปลี่ยนแปลงบุคคลที่เป็นเจ้าหนี้ในหนี้อย่างหนึ่ง  และเป็นลูกหนี้ในหนี้อีกอย่างหนึ่งด้วย  อีกทั้งแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาฝ่ายที่โอนไปได้ว่าต้องการสิ้นสุดความสัมพันธ์ตามสัญญานั้น
                ตัวอย่างเช่นในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินประกอบด้วยหนี้อย่างน้อยสองรายคือ  การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบทิดินกับการชำระราคา  หากนายแดงตกลงจะซื้อที่ดินจากนายดำตามสัญญาดังกล่าว  นายแดงผู้จะซื้ออยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้นายดำจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินให้แก่ตน  และอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระราคาค่าที่ดินให้แก่นายดำด้วย  หากต่อมามีการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาโดยมีนายขาวเข้ามาแทนที่นายแดง  หมายความว่านายแดงโอนฐานะความเป็นเจ้าหนี้ที่จะเรียกให้นายดำโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินนั้นให้แก่ตน  และโอนฐานะความเป็นลูกหนี้ที่จะต้องชำระราคาให้แก่นายดำ  ไปให้แก่นายขาว เจตนาของนายแดงแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการผูกพันตามสัญญาจะซื้อจะขายอีกต่อไป  และเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้  เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้  เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้  กรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่  ไม่ใช่เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้อง  เพราะมีการเปลี่ยนตัวผู้เป็นลูกหนี้ด้วย  จึงต้องมีการทำสัญญากันสามฝ่ายระหว่างนายดำ  นายแดง  และนายขาว  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๓๔๙  และ  มาตรา  ๓๕๐
                ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ  หากคู่สัญญาต้องการโอนเฉพาะสิทธิของตนในหนี้รายใดรายหนึ่ง  เช่น  กรณีสัญญาจะซื้อจะขายตามตัวอย่างนั้น  หากนายแดงต้องการจะโอนไปเพียงสิทธิที่จะเรียกให้นายดำโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินแก่ตนไปให้แก่นายขาว  โดยนายแดงยังประสงค์ที่จะเป็นผู้ชำระราคาค่าที่ดินให้กับนายดำเอง   เท่ากับเป็นการโอนไปเพียงฐานะความเป็นเจ้าหนี้ในสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินเท่านั้นและทำได้หรือไม่หรือจะต้องมีการโอนหน้าที่ชำระราคาของตนามสัญญาต่างตอบแทนไปด้วย
                ในเรื่อนี้มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแบ่งออกเป็น    ความเห็น  กล่าวคือ  ความเห็นแรกตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๔๗๒-๒๔๗๔/๒๕๑๙,  ๑๗๓๑/๒๕๒๑,  ๓๕๓๓/๒๕๒๕,  ๑๖๐๓/๒๕๒๗  และ  ๑๔๙๐/๒๕๓๘  เห็นว่า  ในสัญญาต่างตอบแทนตราบใดที่ยังมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ตามสัญญาต่างตอบแทน  ฝ่ายนั้นก็จะโอนสิทธิเรียกร้องของตรให้บุคคลภายนอกไม่ได้  ต้องทำเป็นแปลงงหนี้ใหม่  โดยมีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาตกลงหรือยินยอมด้วย  ผู้รับโอนจึงจะมีสิทธิฟ้องบังคับอีกฝ่ายหนึ่งได้  เมื่อไม่มีการแปลงหนี้ใหม่  ผู้รับโอนก็ไม่สามารถฟ้องบังคับอีกฝ่ายหนึ่งได้
                เมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาจะซื้อจะขายตามตัวอย่างข้างต้นแล้ว  ตามความเห็นนี้มองว่า  หากนายแดงผู้จะซื้อยังไม่ได้ชำระราคาให้แก่นายดำ  ก็จะโอนสิทธิที่จะเรียกร้องให้นายดำโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินไปให้แก่นายขาวไม่ได้  จะต้องทำเป็นวิธีกาแปลงหนี้ใหม่โดยมีการโอนหน้าที่ชำระราคาไปให้แก่นายขาวด้วย
                สำหรับความเห็นที่สอง  เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๐๔๖/๒๕๑๖,  ๒๔๔-๒๕๒๙,  ๒๙๖๔/๒๕๓๐,  ๔๘๓๗/๒๕๔๐  เห็นว่า  ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็สามารถโอนเฉพาะสิทธิเรียกร้องของตนให้แก่บุคคลภายนอกได้  เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๓๐๓  ในเรื่องของการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นมิได้ยกเว้นมิให้โอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาต่างตอบแทนแต่ประการใด
                เมื่อเปรียบเทียบตามความเห็นนี้กับกรณีสัญญาจะซื้อจะขายตามตัวอย่างข้างต้น  นายแดงย่อมสามารถที่จะโอนเฉพาะสิทธิเรียกร้องให้นายดำโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินแก่ตนให้แก่นายขาวได้โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นแปลงหนี้ใหม่แต่อย่างใด  และผลของการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวทำให้นายแดงยังคงมีหน้าที่ต้อชำระราคาที่ดินให้แก่นายดำ  และนายดำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินให้แก่นายขาว  หากนายแดงไม่ชำระราคาให้แก่นายดำ  นายขาวผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องก็อาจชำระราคาแก่นายดำแทนนายแดงผู้โอนสิทธิได้  เพราะตนมีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๓๑๔  หากนายแดงและนายขาวไม่ชำระราคาที่ดิน  นายดำก็สามารถปฏิเสธไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่นายขาวได้ตามหลักสัญญาต่างตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์   มาตรา  ๓๖๙  และยังมีสิทธิฟ้องบังคับให้นายแดงผู้จะซื้อคนเดิมหรือนายขาวผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง  ให้ชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อขายได้
                จากคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้น  จะเห็นว่าแนวทางคำวินิจฉัยของศาลยังคงมีความเห็นแตกต่างกัน  โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๘๓๗/๒๕๔๐  ซึ่งยึดถือตามความเห็นที่    เป็นแนวทางล่าสุดในประเด็นนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า  ตามหลักกฎหมายทั่วไปเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาของคู่สัญญาและเสรีภายในการทำสัญญา  ตราบใดที่ข้อตกลงของคู่สัญญานั้นไม่ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียนร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  คู่สัญญาย่อมมีเสรีภายที่จะทำได้ทั้งสิ้น
                สุดท้ายนี้  ขอนำแนวคิดในการบังคับใช้และตีความกฎหมายของท่านศาสตราจารย์จิตติ  ติงศภัทิย์  มาฝากไว้ว่า  “ธุรกิจในปัจจุบันนี้พัฒนากว้างขวางออกไปจนกฎหมายเมื่อกึ่งศตวรรษมาแล้วดูเหมือนว่าจะตามไม่ทัน  แต่จะพัฒนาเกินกฎหมายไปก็ไม่ได้  ถึงกระนั้นกฎหมายก็มีความหมายกว้างขวางพอที่จะปรับเข้ากับเหตุการณ์ใหม่ๆ  ได้  ถ้าหากนำมาใช้ได้ตามความมุ่งหมายตามมาตรา    ตลอดถึงบทใกล้เคียงและหลักทั่วไปของกฎหมาย  ซึ่งศาลจะปฏิเสธไม่มีกฎหมายปรับแก่คดีหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  มาตรา  ๑๓๔  และมีหลักการตีความแสดงเจตนาตามมาตรา  ๑๓๒  (หมายถึง  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๗๑  ปัจจุบัน-ผู้เขียน)  อยู่ว่า  ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษร  ให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางทุจริตโดยพิเคราะห์ถึงปรกติประเพณีด้วย  ตามมาตรา  ๓๖๘  และในกรณีที่ตีความได้เป็น    นัย  ให้ตีความไปในทางที่เป็นผลบังคับได้ดีกว่าในทางที่ไร้ผล  ตามมาตรา  ๑๐  เป็นทางที่จะแก้ปัญหากฎหมายล้าสมัยได้พอควร

2 ความคิดเห็น:

  1. ขอให้กุศลผลบุญดลบันดาลให้คุณ Mr. T สอบได้เร็วๆ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานนะคะ ^^

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขอบคุณมากๆเลยคร๊าบ ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีเวลาอ่านเลยอะคร๊าบ
      เร็วๆนี้อย่าลืมติดตามผลงานอันใหม่ของผมในเว็บนี้ด้วยนะคร๊าบ ประมาณต้นปีหน้าครับ

      ลบ